เทคนิคการขับ รถรับจ้างขนของ ลงเขาอย่าเน้น “เบรก” แต่ต้องเน้น “เกียร์” การขับรถลงเขาลาดชัน ต่างจากการขับรถขึ้นเขาโดยสิ้นเชิง เพราะรถจะไหลลงมาเร็วชนิดที่ไม่ต้องเหยียบคันเร่ง หลายคนจึงใช้วิธีเหยียบเบรกเพื่อประคองความเร็วให้ช้าสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นวิธีที่ ‘ผิด’ และ ‘อันตราย’ เป็นอย่างมาก เพราะระบบเบรกจะมีการเสียดสีจนเกินความร้อนสะสมมาก ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า ‘เบรกเฟด’ ซึ่งว่าง่ายๆ ก็คือ เบรกไม่อยู่ เหยียบหนักแค่ไหนรถก็ไม่ชะลอความเร็ว จนทำให้เกิดอุบัติเหตุมานักต่อนักแล้ว

ดังนั้น การขับรถลงเขาจะต้องมีตัวช่วยอีกอย่างเพื่อให้ไม่เบรกทำงานหนักจนเกินไป นั่นคือ ‘เกียร์’ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา รวมถึงเกียร์แบบซีวีทีด้วย

เมื่อต้องขับรถลงเขาหรือทางชันเป็นระยะเวลานานๆ ให้เปลี่ยนจากตำแหน่งเกียร์ ‘D’ ไปเป็นเกียร์ ‘2’ หรือหากรถยังไม่มีแรงหน่วงพอ ก็ให้เลื่อนมาเป็นตำแหน่ง ‘1’ หรือ ‘L’ รอบเครื่องยนต์จะพุ่งขึ้นสูง พร้อมกับมีแรงหน่วงช่วยไม่ให้รถไหลด้วยความเร็วมากจนเกินไป ถึงแม้ว่าเครื่องยนต์จะหมุนด้วยความเร็วสูง แต่ระหว่างนี้หัวฉีดจะไม่มีการจ่ายน้ำมัน จึงไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ

หากเป็นเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ตำแหน่ง ‘+’ ‘-‘ ก็ให้ผลักคันเกียร์มาที่ตำแหน่ง Manual แล้วจึงผลักเกียร์ไปยัง ‘-‘ เพื่อเปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 หรือ 1 ได้เช่นกัน

ส่วนการเบรก ให้เหยียบเฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ไม่ควรเหยียบแป้นเบรกตลอดเวลา เพราะจะทำให้เบรกร้อนจนเกิดอาการเฟด รวมถึงควรรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าพอประมาณ เพราะต้องใช้ระยะทางเบรกยาวกว่าทางราบปกติ

เทคนิคนี้ถือว่าสำคัญมาก สามารถเซฟชีวิตและทรัพย์สินให้ปลอดภัยได้เป็นอย่างดี ดังนั้น อย่าลืมนำไปปรับใช้กับตัวเองกัน

วิธีขับขึ้นเขา – ลงเขา ทั้งรถเกียร์ออโต & เกียร์ธรรมดา อย่างเซียน !

เทศกาลวันหยุดยาวต่อเนื่อง หลายคนคงมีแผนการเดินทางกลับภูมิลำเนา บ้างก็ไปเที่ยวพักผ่อนตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือ หรือภาคอื่นๆ ที่มีภูเขามากมาย เส้นทางขับรถก็จะมีทั้งภูเขาหรือทางลาดชัน บางคนอาจไม่คุ้นเคยหรือยังไม่มีประสบการณ์กับเส้นทางที่จะไป แต่ไม่ว่าจะไปไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือการเตรียมยานพาหนะให้พร้อม และศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนการเดินทาง ที่สำคัญควรศึกษาเทคนิคการขับรถให้เป็นอย่างดีเช่นกัน เพราะเส้นทางส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นเส้นทางที่ขึ้น-ลงเขา จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่เราจะต้องรู้ หากไม่มีความชำนาญในเส้นทาง อันตรายก็อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ มาดูกันเลยว่า…”เมื่อผู้ขับขี่รถลงจากทางลาดชันหรือภูเขาจะต้องปฏิบัติอย่างไร ?”

1. ห้ามใช้เกียร์ว่าง

การขับรถลงทางลาดชัน หรือภูเขา “ห้าม” ใส่เกียร์ว่าง ปล่อยรถให้ไหลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสียการทรงตัว เนื่องจากรถนั้นมีน้ำหนักมาก ถ้าผู้ขับขี่ปล่อยรถที่เกียร์ว่าง รถจะพุ่งลงเขาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงโลก อาจเกิดอันตรายได้ ทางที่ดีควรใช้แรงฉุดจากเครื่องยนต์ (ENGINE BRAKE) ในการช่วยเบรค ด้วยการลดเกียร์ลงครั้งละ 1 จังหวะ ตามแต่ความเหมาะสม โดยต้องเปลี่ยนให้สัมพันธ์กับความเร็ว ซึ่งมีผลให้รอบเครื่องยนต์เพิ่มสูงขึ้น แต่ความเร็วของรถจะลดลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้สามารถควบคุมรถได้

2. ห้ามเหยียบคลัทซ์

คลัชทำหน้าที่เชื่อมต่อแรงฉุดจากเครื่องยนต์ผ่านเกียร์ไปยังล้อรถ ดังนั้นขณะรถวิ่ง และยังคาเกียร์อยู่ แรงฉุดจากเครื่องยนต์ จะถ่ายทอดกำลังไปกดที่ล้อรถ เมื่อรถกำลังแล่น และไปเหยียบคลัชเข้า จะทำให้แรงกดถนนจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาด รถจะไม่เกาะถนน ยิ่งหากถนนลื่นหรือมีการหักเลี้ยว รถจะเสียการทรงตัวหมุนทันที ฉะนั้ยผู้ที่เคยชินกับการเบรคโดยการเหยียบคลัชไปด้วย ทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าเร็วขึ้น เนื่องจากแรงฉุดจากเครื่องยนต์ถูกตัดขาด การเบรคและการบังคับรถจะทำได้ยากขึ้น ลองมาฝึกเหยียบคลัชต่อเมื่อจะเปลี่ยนเกียร์ หรือขับช้าๆ กันดีกว่า ***ห้ามวางเท้าไม่ว่าจะเบาๆ หรือหนักๆ บนคลัทช์เป็นอันขาด เพราะหากวางท่านก็จะเผลอเหยียบด้วยความเคยชิน***

3. ห้ามใช้เบรคตลอดเวลา

ขณะขับรถลงเขาหรือทางลาดชันให้แตะเบรคช่วยเป็นระยะๆ ใช้เกียร์ต่ำช่วย ห้ามใช้เบรคตลอดเวลา เพราะการใช้เบรคมากหรือเบรคแช่ตลอดเวลา จะทำให้เบรคเกิดความร้อน ผ้าเบรคอาจจะไหม้ และทำให้เบรคไม่อยู่ ข้อนี้ควรตระหนักไว้มากๆ เพราะอันตรายถึงแก่ชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุก็เป็นได้ ทางที่ดีควรแตะเบรคในจังหวะจำเป็นเท่านั้น และควรตรวจสอบเบรกรถยนต์ก่อนออกเดินทาง ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและพร้อมใช้งาน

4. ห้ามแซงทางโค้ง

โดยเฉพาะโค้งช่วงที่เรามองไม่เห็นรถสวนจากข้างหน้า ค่อยๆ ขับตามอย่างระมัดระวัง “มองให้ไกล” เพื่อประเมินเส้นทางเบื้องต้น เมื่อปลอดภัย และเลยโค้งแล้วค่อยหาจังหวะแซง

5. ใช้เกียร์ต่ำ

การใช้เกียร์ต่ำขณะขึ้น-ลงเขา หรือทางลาดชัน เป็นตัวช่วงส่งกำลังเพื่อทะยานสู่เนินได้อย่างมั่นใจ และช่วยต้านไม่ให้รถไหลลงเร็วเกินไปจนเสียการควบคุม

6. ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย

ขับรถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถหรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก

7. ควรให้เสียงสัญญาณเตือนรถที่อาจสวนทางมา

โดยเฉพาะช่วงทางโค้ง ที่มุมอับสายตาควรให้สัญญาณเตือนเตือนรถที่สวนทาง