“รพ.สวนปรุง”ไอเดียสุดเจ๋งใช้เปลือกไข่ผสมถั่วเน่าทำ“แคลเซียมสมุนไพร” รักษาโรคติดเหล้าได้ดี เผยสปสช.ให้สิทธิเบิกจ่ายได้ เร่งต่อยอดใช้ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการสำรวจล่าสุดของกรมสุขภาพจิตในปี 2556 พบประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปติดเหล้าร้อยละ 1.8 คาดทั่วประเทศมีประมาณ 900,000 คน โดยอยู่ในภาคเหนือ ร้อยละ 3.5 กรุงเทพฯ ร้อยละ 2.9 แต่ปี 2556 จนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยได้รับการรักษาสะสม 172,937 คน จึงต้องเร่งพัฒนาการบำบัดรักษาซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มการเข้าถึงบริการไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1 ทั้งนี้ โดยมีโรงพยาบาลสวนปรุง จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์เชี่ยวชาญโรคติดสุราระดับชาติของกรมสุขภาพจิต เป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนามาตรฐานแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นการเฉพาะเพื่อขยายผลใช้ในเครือข่ายโรงพยาบาลจิตเวชทั่วประเทศเป็นมาตรฐานเดียวกัน

ด้าน นพ.ธรณินทร์ กองสุข ผู้อำนวยการ รพ.สวนปรุง กล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยติดเหล้าต้องรักษาปัญหาทางกายและฟื้นฟูสภาพร่างกายให้เป็นปกติก่อน ซึ่งที่พบได้บ่อย คือ เลือดออกจากแผลในกระเพาะลำไส้ ภาวะขาดสารอาหารโดยเฉพาะวิตามินบีและวิตามินเค แร่ธาตุสำคัญหลายชนิด จากผลวิจัยของรพ.สวนปรุง พบผู้ป่วยขาดแคลเซียม ร้อยละ 52 หรือพบได้ 1 ใน 2 คน ขาดโปแตสเซียม ร้อยละ38 และขาดแมกนีเซียมร้อยละ 24 ซึ่งแคลเซียมเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายรวมถึงกระบวนการแข็งตัวของเลือด รพ.สวนปรุงจึงพัฒนาตำรับแคลเซียมสมุนไพร 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยติดสุราที่มีปัญหานี้เฉพาะ โดยใช้เปลือกไข่ไก่ซึ่งมีแคลเซียมสูง และถั่วเน่าพื้นเมืองของภาคเหนือ มีวิตามินเค 2 ชนิดเอ็มเค 7 มากช่วยลดปัญหาการแข็งตัวของเลือดผิดปกติและนำพาแคลเซียมจากกระแสเลือดเข้าไปสู่กระดูกเพื่อสร้างเนื้อกระดูกได้ดี ป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้ติดสุรา และลดปัญหาแคลเซียมเกาะผนังหลอดเลือดหรืออวัยวะสำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ สมองเสื่อม เป็นต้น

 นพ.ธรณินทร์ กล่าวต่อว่า จากการศึกษาประสิทธิภาพของยาแคลเซียมสมุนไพรเปรียบเทียบกับยาแคลเซียมที่จำหน่ายในท้องตลาดซึ่งยังไม่มีสูตรผสมเช่นนี้ โดยให้ผู้ป่วยของรพ.สวนปรุงรับประทานในปริมาณแคลเซียมเท่ากัน พบว่าแคลเซียมสมุนไพรดูดซึมได้ดี ให้ปริมาณแคลเซียมในเลือดสูงกว่าเล็กน้อย ปลอดภัยไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง ปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลฯ ผลิตยานี้ในรูปแบบแคปซูล ซึ่งใน 1 แคปซูลจะมีธาตุแคลเซียม 150 มิลลิกรัม เทียบเท่ากับแคลเซียมคาร์บอเนต 375 มิลลิกรัม เราจึงผลิตและจำหน่ายให้กับผู้ป่วยรับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร ขึ้นอยู่กับภาวะความจำเป็นของผู้ป่วย เรื่องการผลิตถือว่ามีมาตรฐานได้รับรหัสยามาตรฐานไทย (ทีเอ็มที) จากศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทยแล้ว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อนุญาตให้อยู่ในบัญชียาที่เบิกจ่ายได้ แต่ยังจำกัดให้ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยของ รพ.สวนปรุง ตอนนี้อยู่ระหว่างยื่นขอรหัสทีเอ็มที เพื่อให้สามารถใช้ในรพ.อื่นได้คาดว่าน่าจะได้ภายในเดือน ก.ค.นี้ ซึ่งยาดังกล่าวสามารถใช้กับผู้ป่วยทั่วไปที่มีปัญหาขาดแคลเซียมได้ด้วย